JULY
KARAKADAKOM
130708

วันนี้ดันไปค้นพบกล่องไม้ซึ่งข้างในบรรจุจดหมาย ไดอารี่ และโปสการ์ดเก่าๆ ตั้งแต่สมัยละอ่อน
บ้างก็เป็นเราเขียนให้ตัวเอง เพื่อนเขียนให้เรา เราเขียนให้เพื่อน คนที่ปลื้มเรา และคนที่เราแอบปลื้ม มีแม้กระทั่งจดหมายที่่เขียนเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ส่ง
พอเปิดออกมาเท่านั้น ก็ไม่เป็นอันทำอะไรเลย นั่งอ่านอยู่นั่น เปิดอันนั้นดูอันนี้
สมัยโน้น (เหมือนจะนาน เหมือนจะแก่) การเขียนอะไรถึงกันมันช่างแสนคลาสสิก ซึ่งวิธีอื่นๆ ดูจะเทียบไม่ได้เลย
เราเป็นคนนึงที่ชอบเขียนมาก เขียนไดอารี่จริงจัง ละเอียดละออ รายละเอียดต่างๆ ความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงอัดแน่นเต็มพรืดไดอารี่ พอจะจำอารมณ์ของการติดการเขียนไดอารี่ได้ คล้ายๆ เรื่องราวในนั้นเป็นเรื่องที่พูดคุยกับใครไม่ได้ทั้งหมด เหมือนเรามานั่งคุยกับตัวเองวิเคราะห์ตัวเอง ปลอบใจ ด่า กังวล สงสัย ให้กำลังใจตัวเองไป แต่ที่แน่ๆ เมื่อจบการเขียนในแต่ละวัน มันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอารมณ์ความรู้สึกถูกโอนถ่ายพลังไปสู่หน้ากระดาษจนหมด จนรู้สึกโล่งใจ สำหรับเราการเขียนเหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งไปเลย
เข้าใจว่าการเขียนจดหมายถึงกันก็คงจะเป็นประมาณนี้ คิดดูเวลาที่เราได้รับจดหมายจากใครๆ ก็เหมือนเราได้รับรู้ความรู้สึกในตอนนั้นของเขาด้วยเหมือนกัน คลาสสิกจะตาย อีกอย่างก็คือความตื่นเต้นดีใจเวลาที่คุณบุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งให้หน้าบ้าน มันดีใจยังไงก็ไม่รู้ เพราะใจมันจะเต้นแรงขึ้นนิดหน่อยเวลาที่ได้รับจดหมาย มาจนถึงทุกวันนี้ที่อะไรๆ มันเร็วปรื๋อปรู๊ดปร๊าด ก็ถือเป็นความสะดวก แต่..เราก็ยังอยากได้จดหมายอยู่ จดหมายหรือโปสการ์ด หรืออะไรก็ได้ที่ประทับตราไปรษณีย์มาแถวๆ สแตมป์ แล้วมีชื่อเราอยู่บนนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแคตตาล็อคสินค้าจากห้าง ก็ยังดีใจ
เขียนมาถึงตรงนี้ ใครก็ได้ที่ใจดีและมีเวลาและอยากเขียนจดหมาย ช่วยส่งมาให้เราหน่อยนะ อยากได้
แล้วเราจะตอบกลับไป..จริงๆ นะ

จูน
489 ซ.ตากสิน 5 ถ.ตากสิน คลองต้นไทร คลองสาน กรุงเทพฯ 10600

ส่งมาด้วยนะ จะรอ :X


Today I stuck on a wood box, that has my old letters, postcards, papers and bla bla inside, so the good memories is back. The way that we write to each other by post become old.
I'm a one who love writing and getting letter so suddenly I just want to read letter from anyone. It's so excite to get letter (even some catalogue from department store), the feeling when the postman come to my door..so please write me send to me by post if you have time : X
Promise! I will write back.

June
489 Soi Taksin 5, Taksin Rd., klongtonsai, Klongsan Bangkok 10600 Thailand

............................................................................................................................................................................................
160708 Be my Friend !


ถ้าปลื้มใคร ก็ปลื้มใจที่ได้ใกล้ชิดเป็นธรรมดา :0
กรณีคนที่เราปลื้มคนนี้ แหม..เหมือนจะอยู่ไกลแสนไกล ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ คิดว่าก็คงปลื้มๆ แล้วก็คงได้เก็บเอาไว้ในใจ แต่ตอนนี้เราได้เป็นเพื่อนกับคนที่เราปลื้ม แม้จะเป็นแค่เพื่อนทาง
Facebook ( มันช่างมีอิทธิพลจริงๆ )ฮุ ฮุ ฮะ ฮะ ดีใจว่ะ อยากรู้สินะว่าเขาเป็นใคร ฮ่าๆ บอกก็ได้
ใครที่เป็นแฟน Brit Pop ยุคกระโดดตัวลอย ก็อาจจะไม่ปลื้มวงนี้แบบที่เราปลื้มก็ได้ The Boo Radleys น่ะเอง มือกีต้าร์และคนที่เขียนเพลงเค้าชื่อ Martin Carrหลัง The Boo แตกแยกย้าย เราก็ผิดหวัง จ๋อย แต่..Martin Carr ก็ทำเพลงแบบโปรเจคส่วนตัวต่อ คือ Brave Captain แล้วกัปตันก็ดันตายอีก..อะไรเนี่ย แต่ก็ยังมี Martin Carr ซึ่งยังทำเพลงตัวเองต่อถึงจะใช้ชื่ออะไรก็เถอะ.. มันเป็นวันที่สดใสเมื่อยังตื่นมาแล้วได้ฟังเพลงดีๆ ที่เราอยากฟัง เพลงดีเป็นส่วนประกอบของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว สำหรับคนนี้ยกไว้เป็นพิเศษ เพราะเพลงของเขามันมีเคมีที่เหมาะสมกับเรา มันอบอุ่น อบอวล ประหลาดใจ เออออ เห็นด้วยไปซะหมด (เว่อร์ปะ) เอาเป็นว่ารู้สึกอย่างนี้จริงๆ ครั้งแรกที่เรารู้จัก The Boo Radleys ก็จากรายการป้า Wassy นี่แหละ ถือเป็นบุญเป็นคุณกันไปเลย แกเปิดซิงเกิ้ลชื่อ From The Bench At Belvidere อย่าหาว่าเวอร์เลยนะ ฟังแล้วขนลุกทั้งที่ตอนนั้นก็ไม่ได้ปวดขี้ เพราะมากกก แล้วป้าก็เล่าว่าวงนี้น่ะ เป็นวงที่เวลาคนไปดูคอนเสิร์ทจะเงียบกริบ เพราะจะจ้องดูความมีฝีมือของนักดนตรี อยากจะชมซักครั้งวงก็มาแตกซะก่อน แต่ยังดีที่มี Martin ที่ช่วยยืดชีวิตของเราไว้ (แหะ..)ขอบคุณคอมพิวเตอร์ สายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ป้าวาส ที่ทำให้เรารู้จักกันนะ Martin นะ เราจะติดตามชื่นชมผลงานตลอดไป ขอจบด้วยเนื้อเพลงนี้ ชอบมาก

Reasons for believing in anything
Are few and far between these days
And i am just a boy who can't say no
Things are so much clearer in a haze
And you don't know, so why not give it a chance
Heaven's at the bottom of this glass
Lessons are for learning then throwing away
Experience has taught me nothing
Think i'll take a chance and miss you today
You can choose real life if you want
And you don't know, so why not give it a chance
Heaven's at the bottom of this glass
Blinded by the sunshine give me neon light
When i'm far away this is my home
A small one on the side to aid my flight
Then i can feel my wings begin to grow
And you don't know, so why don't give it a chance
Heaven's at the bottom of this glass

............................................................................................................................................................................................